ทำไมแมนนี่ ปาเกียว จะต้องไปขอฝึกฝนวิชากับ เฟร็ดดี้ โรช

ทำไมแมนนี่

ทำไมแมนนี่ แมนนี่ ปาเกียว เป็นนักต่อยแชมป์โลกที่ผู้ใดกันต่างก็รู้จักถึงแม้ว่าจะมิได้หลงใหลแวดวงหมัดมวยก็ตาม

ทำไมแมนนี่ อย่างไรก็แล้วแต่คุณเคยสงสัยหรือเปล่าว่านักต่อยที่ว่ากันว่ายอดเยี่ยมถ้าเปรียบเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แบบเขาจำต้องไปเรียนวิชาจากคนไหนเพื่อพอกพูนเชิงมวย ลบข้อเสีย เพิ่มจุดเเข็ง?

นี่เป็นเรื่องราวของ “ครูมวย” ของ แมนนี่ ปาเกียว ที่ไม่ใช่นักต่อยมีชื่อ ไม่เคยเป็นแชมป์โลก เคยดำเนินการเซลล์ขายสินค้าผ่านโทรศัพท์ และก็มีอาการป่วยเป็นโรคพาร์คินสัน

ทำไมแมนนี่

แต่สอนคนอย่างขว้างเกียวให้เป็นแชมป์ 8 รุ่นน้ำหนักได้ …. เพราะเหตุไร แมนนี่ ปาเกียว จำต้องไปขอฝึกฝนวิชากับ เฟร็ดดี้ โรช? แล้วก็เขาได้อะไรจากนักมวยไม่มีชื่อคนนี้บ้าง? ติดตามกับ Main Stand เหมาะนี่

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีกลาย พอล โรช นักต่อยคนอเมริกันเลี้ยงลูกในเเบบฉบับของคนเลือดนักสู้ ลูกชายอีกทั้ง 5 จากทั้งปวง 7 คนของตระกูล โรช ก็เลยจำต้องถูกฝึกหัดมวยทั้งปวง ลูกชาย 2 คนแรกที่ชื่อว่า โจอี้ แล้วก็ เป๊ปเปอร์ ได้เลือดนักสู้มาเต็มๆ

ทั้งสองเป็นความภาคภูมิใจของ พอล ผู้เป็นบิดา แม้กระนั้นลูกผู้ที่ 3 ที่ชื่อว่า เฟร็ดดี้ ไม่เหมือนกับพี่ของเขาทั้งคู่คน ด้วยเหตุว่าไม่เก่งเท่าแล้วก็เขาแปลงเป็นที่เหยียดหยามของบิดาและก็คนที่อาศัยอยู่ภายในครอบครัวเสมอ โน่นก็เลยทำให้ เฟร็ดดี้ เติบโตกับกำลังขับที่ต้องการจะกล้าหาญแซงหน้าพี่ๆให้ได้

30 ลิขิตฟ้า 70 จะต้องต่อสู้ บางทีก็อาจจะเป็นประโยคที่ใช้โน้มน้าวผู้ที่เกิดขึ้นมามิได้มีพรสวรรค์ให้สู้ถัดไปเพื่อการบรรลุเป้าหมาย แต่ว่าในโลกของมือโปรที่อยากได้สร้างความโหฬาร ผู้ที่มีความอุตสาหะสิ่งเดียวไม่ได้การันตีว่าจะเดินบรรลุเป้าหมายได้ https://azdgc.com/

เฟร็ดดี้ โรช มีฝีมือในเชิงหมัดมวยในระดับหนึ่ง เขาเป็นมวยสายแนวคิดแน่น เล่าเรียนมามากด้วยเหตุว่าอยากได้กลบข้อเสียที่มี

อย่างไรก็แล้วแต่ ความไม่มีความสามารถพิเศษทำให้เขาไม่ประสบผลสำเร็จสำหรับในการเป็นแชมป์เลยแม้กระทั้งรุ่นเดียว หนำซ้ำตอนตอนปลายยังแพ้เป็นว่าเล่นจนกระทั่งจำต้องประกาศรามือไปพร้อมๆกับการเป็นโรคพาร์คินสัน

“ใช่ ผมเคยคิดจะฆ่าตัวตาย ในเวลาที่นอนรอคอยการดูแลและรักษาพาร์คินสันที่โรงหมอแล้วก็สู้กับความนึกคิดตนเองในชั่วครู่ ผมดูไปที่หน้าต่างแล้วต้องการกระโจนอาคารตาย แม้กระนั้นก็คิดได้ว่าการลงไปกระแทกปูนซีเมนต์อาจเป็นอะไรที่โคตรเจ็บแน่นอน” ไม่เคยรู้ว่าบอกใช่หรือพูดเล่นๆ แต่ว่านี่เป็นบทสำหรับพูดระหว่าง เฟร็ดดี้ กับนักประสาทวิทยา มวยไทย

ชีวิตข้างหลังการแขวนนวมลำบากตามสูตรนักมวยที่มิได้โด่งดัง เขามิได้มีรายได้ล้นหลามนักแถมเงินเก็บก็สะอาดจนกระทั่งไม่เหลืออะไร เฟร็ดดี้ จะต้องผันไปทำอาชีพเป็นเซลส์ขายของผ่านการคุยโทรศัพท์ รวมทั้งแน่ๆมันไม่ใช่ตัวเขาเลย

ทำไมแมนนี่

อย่างเดียวที่เขาทราบเป็น “มวย” เนื่องจากว่าถูกเลี้ยงมาแบบงั้น รวมทั้งหลงใหลสิ่งนั้นสุดหัวใจไปเสียเเล้ว เฟร็ดดี้ ใช้เวลาตลอดชีวิตเล่าเรียนสิ่งที่นักมวยทั่วๆไปไม่ทำกัน เขาถูกใจเรียนการออกหมัดของนักมวยคนอื่น

รวมทั้งเจาะลึกไปจนกระทั่งขั้นการใช้ชีวิต การหลับ การกิน หรือที่ตอนนี้เรียกว่าวิทยาศาสตร์การกีฬา…สิ่งกลุ่มนี้ เฟร็ดดี้ รู้จักมันในพื้นฐานมาตั้งแต่สมัย ’80 เเล้ว โน่นก็เลยทำให้เขาเปลี่ยนเป็นผู้ฉลาดทางทฤษฎีในประเภทที่หาตัวจับยาก

รวมทั้งจะมีสาระอะไรที่เขาจะเอาความถนัดพวกนี้ไปใช้สำหรับการเป็นผู้รับโทรศัพท์ เขาก็เลยหันกลับไปสู่ทางหมัดมวยอีกที เพียงเปลี่ยนหน้าที่จากคนขึ้นสังเวียนเอง เป็นผู้ที่ให้คำปรึกษากับคนอื่นๆ

ฟุตช์ ถึงกับเห็นด้วยเขาทำงานในทันทีจากการสัมภาษณ์ในคราวเดียวโดยเริ่มจากการทำงานฟรีแบบไม่จ่ายค่าจ้าง แต่ว่าก็ทนเข้มได้ไม่นาน เขาก็ให้ของขวัญ เฟร็ดดี้ โรช ด้วยการให้ตำแหน่งแรกแบบกระโจนข้ามหัวเทรนเนอร์คนอื่นๆในค่าย

กับการเป็นมือขวาของ ฟุตช์ โดยทันที ต่อไปเขาก็พอกพูนแนวคิดให้แน่นเพิ่มขึ้นด้วยการซึบซับประสบการณ์การเดินคู่กับฟุตช์ กล่าวอีกนัยหนึ่งมันเป็นการเอาศาสตร์มวยสมัยเก่าของ ฟุตช์ มารวมกับศาสตร์มวยสมัยใหม่ที่เขาเรียนรู้เข้ามาไว้ร่วมกัน

กระทั่งกำเนิดเป็นสไตล์การต่อยแบบไม่มีใครเหมือน ไม่บู๊เกินความจำเป็น ไม่แท็คติกขาจนถึงน่าขยะแขยง รวมทั้งนี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าเพราะเหตุใดนักต่อยอย่าง ขว้างเกียว ก็เลยยืนระยะได้ช้านานหากแม้ผ่านมาเเล้วกว่า 20 ปี

สไตล์การฝึกการสอนของ โรช ทำให้เขาก้าวหน้าสำหรับในการงานขึ้นอย่างยิ่งจนได้เครดิตว่าเป็นผู้ฝึกของ ออสการ์ เดอ ลา โฮย่า,ไมค์ ไทสัน, เบอร์นาร์ด ฮ็ฮปกินส์ รวมทั้งผู้อื่นอีกเพียบเลย

ภายหลังจากแปลงเป็นผู้ฝึกสอนที่เริ่มทีชื่อเสียง เฟร็ดดี้ ตกลงใจจะออกมาสร้างยิมของตน โดยใช้ชื่อว่า “ไวล์ด การ์ด ยิม” แต่เดิมนั้น เอ็ดดี้ ฟุตช์ ชี้แนะว่าอย่าทำเลที่ตั้งยด้วยเหตุว่ามันยุ่งยาก

แต่ทว่าอุดมการณ์ของ เฟร็ดดี้ นั้นแรงกล้ามากมาย เขาต้องการจะสร้างยิมด้วยการใช้ปรัชญา “สังเวียนที่ความฝัน” เป้าหมายหลักเป็นการผลิตนักต่อยอย่าง ไมค์ ไทสัน รวมทั้ง ชูการ์ เรย์ เลียวนาร์ด คนถัดไปให้ได้

เป้าหมายหลักเป็นการผลิตนักต่อยอย่าง ไมค์ ไทสัน และก็ ยกการ์ เรย์ เลียวนาร์ด คนถัดไปบางทีก็อาจจะเห็นภาพไม่ชัดเจนนักแต่ว่า โรชยิม ได้สร้าง แมนนี่ ปาเกียว คนแรกต้นแบบออริจินอลด้วยตัวของเขาเอง

บ่ายที่ร้อนระอุในปี 2001 คณะทำงานนักต่อยจากประเทศฟิลิปปินส์เดินทางมายังโรงยิมของเขา นำโดยผู้จัดการ ร็อด นาซาริโอ ที่มากับชายร่างเล็กสูงมาก 166 เซ็นต์

ที่เอาชนะทุกคนในฟิลิปปินส์ได้ทั้งสิ้น แล้วก็มองหาใครสักคนที่จะยกฐานะเขาสู่กับหยุดอยู่ข้างหน้าของ เฟร็ดดี้ แล้วพูดว่า “นักมวยคนนี้เป็นลูกค้าของคุณ” รวมทั้ง เฟร็ดดี้ โรช นึกออกดีว่าชายหนุ่มร่างเล็กคนนี้มีแววตั้งแต่ทีแรกมองเห็น “ผมคิดออกเลยขณะนั้นผมมีความรู้สึกว่า ไอ้หมอนี่มันนักสู้ตัวจริง ผมทราบเลยว่าเขาจึงควรเก่งแน่”

ณ ตอนนั้น ปาเกียว เป็นมวยซ้ายแล้วก็มีน้ำหนักโดยประมาณ 122 ปอนด์ การมาตรงนี้ถือได้ว่าเป็นการมาเริ่มยืนทีแรกในอเมริกา ถึงแม้เก่งในบ้านกำเนิด แต่ว่าเขาไม่มีเกียรติศักดิ์ในดินแดนคุณลุงแซม แต่ว่าเขามีความสามารถประจำตัวสามารถได้รับการขัดเกลา

ประสบการณ์สำหรับในการสร้างนักระดับแชมป์โลกมาเเล้วทำให้ เฟร็ดดี้ รู้เท่าทันคราวว่าสิ่งที่ ปาเกียว จำเป็นต้องทำเป็นความเร็ว เพราะว่ามันเป็นหัวใจหลักของนักมวยทุกรุ่นโดยยิ่งไปกว่านั้นรุ่นเล็กอย่างขว้างเกียว เขาเริ่มสอนประเด็นการสร้างไดนามิกสำหรับในการต่อย (การเคลื่อนไหวและไม่อยู่นิ่ง)

จุดหมายของ เฟร็ดดี้ แจ่มกระจ่างมากมาย เขาถูกโฉลก ขว้างเกียว เข้าเต็มแรง เนื่องจาก ขว้างเกียว เป็นชายหนุ่มที่เชื่อฟังในสิ่งที่เขาบอกและก็ปฎิบัติเลียนแบบเข้มงวด

เคมีทั้งคู่คนถูกกันมากมายจนถึงเฟร็ดดี้ ตั้งอกตั้งใจจะแปลงให้ ขว้างเกียว เป็นสัตว์ร้ายบนสังเวียนด้วยการเติมอาวุธใหม่เข้าไปอีก จากที่ ขว้างเกียว หนักแม้กระนั้นหมัดซ้าย เขาเลยผลักดันขว้างเกียวอย่างหนักเพื่อทำให้หมัดขวาของ ปาเกียว เอาจริงเอาจังเทียบเท่ากัน

หลายปีผ่านไปความสัมพันธ์ของทั้งที่ยังไม่ตายมากยิ่งกว่า ผู้ฝึกสอน แล้วก็ ศิษย์ แล้ว โรช ไม่เคยหยุด สั่งให้ ขว้างเกียว ทดลองฝึกฝนอะไรที่ไม่เคยฝึกหัดลบข้อด้อยที่ตนเองมี เวลาที่ ขว้างเกียว เองก็เป็นนักมวยที่แสดงออกบนเวทีและก็ทำให้ เฟร็ดดี้ ได้ทราบอะไรใหม่ๆเช่นกัน

คราวหนึ่งเขาพิจารณา ขว้างเกียว ขึ้นฝึกซ้อมอยู่บนเวที ในจังหวะเผชิญหน้าที่จะจำต้องบวกกัน ปาเกียว กลับโยกฉากออกข้างรวมทั้งจู่โจมนักมวยอีกคนจากอีกทางที่ไม่มีผู้ใดคิดไว้

ก็เลยทำให้ โรช รู้ทันคราวว่านี่ล่ะเป็นผู้แทนของมวยยุคสมัยใหม่ ที่หลบหลีกการเผชิญหน้าตรงๆรวมทั้งใช้จังหวะที่บังเอิญเพื่อลดการสูญเสียพลังโดยใช่เหตุ

เหนือสิ่งอื่นใดเป็นทุกไฟต์ที่ต่อยจบลงไป เฟร็ดดี้ โรช จะเป็นผู้ที่รอมองเทปและก็พินิจพิจารณาการต่อยของ ปาเกียว ว่าทำเป็นดีขนาดไหน ขาดอะไรไปบ้าง