บัวขาวศึกษา ทำอย่างไรจึงเป็นนักมวยไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดที่ยุค

บัวขาวศึกษา

บัวขาวศึกษา ชื่อนี้ไม่มีผู้ใดในประเทศไม่รู้จักเขา เนื่องจากว่าแม้กระทั่งคุณไม่ติดตามวงการมวยไทย ก็ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อ หรือได้คุ้นหน้า ผู้ชายคนนี้ อยู่แล้ว

บัวขาวศึกษา ในวัยย่าง 38 ปี “บัวขาว” ยังโลดแล่น อยู่บนสังเวียน ผืนผ้าใบ ในฐานะนักต่อย พร้อมๆกับการเป็นเจ้าของอาณาจักรมวยไทย “บัวขาว วิลเลจ” บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ รวมทั้งมีงานด้านเบิกบาน รวมทั้งเป็นพรีเซนเตอร์ สินค้าอีกมากมาย

อาจไม่ใช่คำเขียน ที่เกินเลยไป นิดหน่อย แม้จะพูดว่า เป็นไอค่อน ของนักมวยไทย ยุคนี้อย่างแท้จริง เพราะเขามีครบทุกสิ่งทุกอย่างอีกทั้ง รางวัลความสำเร็จ, ชื่อเสียง, เงินทอง และก็ความนิยมชมชอบ ที่แผ่กระจาย ไปไกลต่างแดน มวยไทย7สี

Main Stand จะมาถอดรหัส ว่าเหตุใด สมบัติ บัญชาการก้อนเมฆ ก็เลยแปลงเป็น นักมวยไทยที่ประสบความสำเร็จมากสุดในช่วงปัจจุบัน (ประสบความสำเร็จในทีนี้ ไม่ได้คือแค่ ผลงานบนเวที แต่ยังคือภาพรวม ของการเป็น นักกีฬาอาชีพ)

บัวขาวศึกษา

คำพูดของ บัญชาเมฆ ที่ให้สัมภาษณ์กับ Timeout สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยความสำเร็จ ที่เกิดสังกัดตัวเขา ล้วนสำเร็จ จากความอดทน ขยันหมั่นเพียร ที่สะสมมา เป็นระยะเวลาหลายปี

มีพล็อตชีวิต ที่ไม่แตกต่าง กับนักมวยไทย อาชีพทั่วๆไป เขากำเนิดแล้ว ก็เติบโตในครอบครัวชาวนา ที่จังหวัดสุรินทร์ เริ่มฝึกหัดชกมวยไทยตามงานวัด ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ ก่อนย้ายมาอยู่ในค่าย ป.ประมุข ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อตอนอายุ 15 ปี (ช่องอายุ 7-12 ปี  ผ่านการชกมาแล้ว 100 ครั้ง)

มีความใฝ่ฝันอยากชกมวย ออกทีวีสักครั้งในชีวิต เขารู้สึกว่า หนทางเดียว ที่จะช่วยให้ เขาไปถึงเป้าหมายได้หมาย ถึงความมุ่งมั่น ในการฝึกหัด

บัวขาวศึกษา

นั่นก็เลยทำให้ เลือกที่จะหันหลังให้การเรียนรู้ในระบบ มาจุดโฟกัส กับการฝึกซ้อมอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาขีดความ สามารถของตน รวมทั้งหาเวลาว่างเล่าเรียน กศน. (ศูนย์การศึกษานอกระบบ แล้วก็การศึกษาตามอัธยาศัย) แทน ฮาส่งท้ายปี

ผลการมุ่งมั่นกับระยะเวลาฝึกหัด ทำให้ บัวขาว มีร่างกายที่เข้มแข็ง พลังที่แข็งแรง แปลงเป็นจุดขายของเจ้าตัวที่เป็นมวยสไตล์บู๊ดุดัน เดินอัด เดินแทรกคู่ต่อย ซึ่งการต่อยในรูปแบบนี้ จำต้องอาศัยร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์อย่างมาก เพื่อเดินหน้าเปิดเกมได้ตลอดทุกยก รวมทั้งคงทนต่อความเจ็บจากอาวุธมวยของคู่ต่อสู้

เขาเคยเปิดเผยว่า โปรแกรมการฝึกซ้อมของตนนั้น จะแบ่งได้ 2 เบรก เวลาเช้าตั้งแต่ 6.00-9.00น. และก็ตอนเย็นตั้งแต่ 15.30-19.00น. เสมอๆแทบทุกวัน (หยุดแค่ 1 วันต่อสัปดาห์) ไม่เว้นแม้กระทั้งในตอนที่เขาดังและก็โด่งดัง ก็ยังตั้งมั่นแล้วก็เชื่อสำหรับการฝึกอย่างจริงจัง

สิ่งพวกนั้น ทำให้ สามารถยืนระยะได้นานกว่า นักมวยไทยในรุ่นราวคราวเดียว ที่ส่วนมากเลิกต่อยไปหมดแล้ว เพราะว่าธรรมดา ถ้าเกิดเป็นนักมวยไทยอาชีพ สไตล์บู๊ดุเดือดแบบบัวขาว ชอบอยู่ในช่วงเยี่ยมที่สุดของต่อย ได้เพียงแค่อายุสัก 25-30 ปีแค่นั้น

ด้วยเหตุว่าต่อไป สภาพร่างกายจะไม่ค่อยอำนวยนัก เหตุเพราะการต่อยรูปแบบนี้ จำเป็นต้องใช้ร่างกาย รวมทั้งกำลังมากไม่น้อยเลยทีเดียว จนกระทั่งทำให้ นักมวยโรยราได้ง่ายยิ่งกว่า นักมวยจำพวกตั้งรับ สู้ด้วยเหลี่ยมเชิง แล้วก็การอาศัยจังหวะสองเล่นคู่ปรปักษ์ ที่เรียกว่า “มวยฝีมือ”

แต่ว่าสภาพร่างกายของ ในวัยพ้นเลข 3 ยังคงมองเฟิร์ม แล้วก็แข็งแรง เขาเกือบจะไม่แสดงให้เห็นว่า สภาพร่างกายเขาโรยราไปตามวัย ภาพจำของ ก็เลยยังคงชัดแจ้ง ในฐานะนักมวยไทยที่มีกำลังมากมาย ต่อยได้ดุเดือด ร่างกายทนทรหด ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมแพ้ ต่อยบันเทิงใจถูกใจผู้ชม ถึงแม้อายุจะมากมายและก็ตาม

อย่างไรก็ดีชีวิตการเป็นนักมวยของ บัญชาเมฆ ใช่ว่าจะมาถึงจุดนี้ด้วยความง่ายมาก เพราะครั้งหนึ่ง เขาเคยประสบเจอกับปัญหา กระทั่งทำให้ตัวเองมีความคิดต้องการจบอาชีพ พ่อค้าหมัด ทว่าเมื่อผ่านขณะนั้นมาได้ ก็แปลงเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ทำให้เขา มีทรัพย์สิน ทรัพย์สิน รวมทั้งความโด่งดังพอกพูนเพิ่มมากขึ้น

ย้อนกลับไปในตอนปี 2012 กลายเป็นข่าวสารดังฮึกเฮิมโครม เมื่อเจ้าตัวล่องหนไปจากค่ายเดิม เปรียญประธาน ก่อนที่จะปรากฏอยู่ที่บ้านเกิด พร้อมทั้งทำค่ายมวยของตน โดยใช้สกุล สั่งการก้อนเมฆ มาตั้งเป็นชื่อค่าย ก่อนการติดต่อนัดเจรจาส่วนแบ่งผลตอบแทนใหม่กับทางค่ายเดิม

การพูดจากินเวลามาตรงเวลาหลายเดือน ถึงขั้นฟ้องคดีกันเป็นคดีความ จนกระทั่งทำให้ บัวขาว เคยมีความคิดต้องการจะเลิกชกมวย เพราะตอนนั้นก็อายุ 30 ปีแล้ว กระทั่งมีการผสานจากหลายๆข้าง เพื่อจบปัญหานี้

บัวขาวศึกษา ท้ายที่สุด ได้เป็นอิสระจากค่าย ป.ประมุข พร้อมเปลี่ยนชื่อในการชกมวยเป็น บัญชาเมฆ ที่เขาจะได้สามารถเลือกรับงาน บริหารจัดการสิทธิประโยชน์ รวมทั้งขยายธุรกิจค่ายฝึกมวยของตัวเองได้อย่างเต็มที่

นั่นเป็นความแตกต่างระหว่าง บัวขาว กับ นักมวยไทยทั่วๆไป ที่แทบทั้งสิ้นล้วนมีสังกัด มีค่าย คอยทำหน้าที่ดูแล รวมทั้งแบ่งสิทธิประโยชน์ “นักมวยไทยอาชีพ” จะมีหน้าที่แค่ซ้อม แล้วก็ขึ้นสังเวียนไปต่อย

แต่ว่าสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของนักมวยยังเป็นทางค่าย โดยเรื่องค่าตอบแทน งานว่าจ้างต่างๆรายได้ของนักมวย จะถูกแบ่งรูปทรงกับทางค่ายตามตกลง เพื่อเป็นค่าบำรุงค่าย แล้วก็ผลประโยชน์ต่อตัวค่าย

เนื่องมาจากทุนรายจ่ายทั้งหมด อีกทั้งสถานที่กินอยู่หลับนอน อาหาร อาหารเสริม ค่าจ้างเทรนเนอร์ การดูแลทุกอย่าง ทางค่ายเป็นผู้ออกทั้งหมดอยู่แล้ว เมื่อนักมวยทำผลงาน มีรายได้จากค่าจ้าง ก็จะมีการแบ่งกันโดยปกติอยู่แล้ว ตามโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องเอาเปรียบกันแต่อย่างใด

บัวขาวศึกษา อันที่จริง ระบบค่ายมวยกับนักมวย ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป อาทิเช่น นักมวยที่มีค่าย เขาก็ได้รับการฝึกสอนอย่างถูกแนวทาง, มีคนแก่ที่รอพูดจาหารายการให้ชกอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการดูแลต่างๆเงินรางวัลอัดฉีด

ไปจนถึงการต่อยอดเสนอนักมวยไปชกในรายการใหญ่ๆยกตัวอย่าง ค่าย พี.เค.แสนชัย, ค่ายเพชรยินดี, ค่ายจิตรเมืองความยินดี ที่มีการดูแลนักมวย รวมทั้งฝึกการสอนนักมวยเป็นอย่างดี ก็ช่วยพัฒนาศักยภาพให้นักต่อยเก่งขึ้นแล้วก็มีชื่อเสียง

ส่วนข้อดีของการแยกตัวออกมาเป็น “นักต่อย” เจ้านายตนเอง ลำดับแรกเป็นเรื่องรายได้ที่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ประการถัดมา เขาสามารถใช้เงินว่าจ้างผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาปฏิบัติงานได้ เช่น ผู้ฝึกสอน, ผู้ฝึกสอนฟิตเนส, ผู้จัดการส่วนตัว หรือทีมงานในค่าย

บัวขาวศึกษา และก็ประการสุดท้ายเป็น บัญชาเมฆ สามารถเลือกรายการต่อยได้อย่างที่ตนเองต้องการ เพราะอย่าลืมว่าในวัยอายุเลยเลขหลัก 3 การจะต่อยใช้ร่างกายอย่างหักโหม ชกมวยไทย 5 ยกในประเทศนั้น เป็นสิ่งที่เสี่ยงเกินไป แล้วก็ให้ค่าแรงได้น้อยกว่าที่ชกต่างประเทศ

แต่ว่าความเสี่ยงก็มีนั่นเป็น การที่นักมวยคนนั้น จำต้องแบกรับเงินลงทุน ค่าครองชีพทั้งหมด รวมทั้งแบกรับความเสี่ยงในการทำธุรกิจเอง

“เรื่องร่างกาย ผมเตรียมตัววางแผนมานานหลายปีแล้วว่าจะดูแลร่างกายยังไง ด้วยเหตุว่าอายุก็มากขึ้น ก็เลยจะต้องเลือกแต่ว่ารายการที่สำคัญแค่นั้น”

พินิจได้ว่า จะเลือกต่อยไฟต์ที่สามารถต่อยอดเกียรติศักดิ์ หรือจังหวะในการทำธุรกิจของเขา เป็นต้นว่า การเซ็นสัญญาร่วมขึ้นตรงต่อ ปะทุนหลุน ไฟต์ ซึ่งเป็นองค์กรการต่อสู้เจ้าใหญ่ของจีน ทำให้ชาวจีนเริ่มหันมาพึงพอใจ ยิ่งเมื่อเขาได้ต่อยกับนักมวยระดับซูเปอร์สตาร์ของ จีน อย่าง อี้ หลง ก็ยิ่งทำให้ฐานแฟนๆในต่างแดนของเขา มากขึ้นไปอีก นอกจากในญี่ปุ่น ที่มีฐานเก่ามาจากสมัยที่บัวขาว ชกรายการ K-1

นี่ยังไม่รวมไฟต์ยิบย่อยที่เจ้าตัว ต่อยกับนักต่อยจากยุโรป ก็นำมาซึ่งการทำให้ มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ จนถึงมีฝรั่งติดตามเขาจำนวนไม่ใช่น้อยในระดับเดียวกับ แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทย อีกหนึ่งซูเปอร์สตาร์มวยไทยที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล

สุดท้าย ก็เลือกต่อยอดทางธุรกิจ ด้วยการเปิดค่ายฝึกมวยไทย ผสมผสาน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ในชื่อ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับการตอบกลับจากคนประเทศอื่นมากมาย แล้วก็เป็นอีกหนึ่งวิถีทางสำหรับเพื่อการสร้างรายได้นอกสังเวียนของเจ้าตัว

“ผมรู้สึกว่าผมมาไกลเกินฝันที่อยากได้ออกทีวี สิ่งที่ตนได้ทำแล้วก็เป็นความภาคภูมิใจคือ มีชาวต่างชาติที่ส่งจดหมายมามานะเขียนจดหมายภาษาไทยมาแบบตกๆหล่นๆแต่มีความอุตสาหะมาก”

“พวกเขาเขียนจดหมายมาเป็นกองใหญ่ ว่าอยากรู้จะประเทศไทย ต้องการมาเมืองไทย ต้องการมาเรียนเมืองไทย นั่นผมมีความรู้สึกว่า ผมกระหยิ่มใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นแรงดลใจให้คนต่างชาติอยากทราบจะเมืองไทย และก็มวยไทยขอรับ”

วิลเลจ ก็เลยเป็นการต่อยอดธุรกิจที่ชาญฉลาดมากมายๆของเขา ลองนึกภาพว่า แม้คุณถูกใจหรือหลงใหลนักกีฬาสักคนหนึ่ง มันจะดีเพียงใดหากได้ตื่นตอนเช้ามาสัมผัสวิถีชีวิตแบบบ้านๆแบบที่คนพื้นเมืองประเทศนั้นอยู่ และก็ได้ฝึกกีฬา อยู่ยิมเดียวกับ นักกีฬาคนโปรด

ทำให้แฟนคลับใกล้ชิด และมีประสบการณ์ร่วมกับเขา ผ่านวิลเลจ โน่นแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดสำหรับในการทำธุรกิจ รวมทั้งการวางตำแหน่งของตัวเองที่เป็นมากกว่าแค่นักกีฬา เนื่องจากว่าเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าต้องการตีตลาดธุรกิจให้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

แม้ว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมฯ จาก กศน. แม้กระนั้นบัวขาว ก็ให้ความใส่ใจอย่างยิ่งกับหัวข้อการเล่าเรียน เขามีปริญญาประจำตัวถึง 3 ใบ ซึ่งในหนึ่งนั้นเป็น ปริญญาบธ.บ. คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ที่เขาเลือกเรียนสาขานี้ เนื่องจากว่าอยากศึกษาหัวข้อการบริหารธุรกิจอย่างเอาจริงเอาจัง

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเผยตัวอยู่ในภาพยนตร์ และก็รายการทีวีอยู่บ่อย ด้วยถ้อยคำ แล้วก็ทักษะสื่อสารที่ไม่แพ้ดาราคนใดกันแน่ เรียกว่ามีความเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์อยู่ในตัว ทั้งยังบนเวที แล้วก็นอกสังเวียน ทำให้ผู้คนชื่นชอบในตัวเขา